2007/Sep/21

เมื่อวานได้ยินข่าวทางวิทยุว่า "ปตท. กำลังสนับสนุนการใช้ก๊าซธรรมชาติ NGV มากกว่า LPG ซึ่งเป็นก๊าซชนิดหุงต้ม โดนรถทุกคันที่ติดก๊าซ LPG อยู่สามารถนำมาอุปกรณ์ที่ติดรถอยู่ปัจจุบันมาแลกเป็นอุปกรณ์ NGV ได้ฟรีพร้อมติดตั้ง และยังแถมเงินให้เติมก๊าซฟรีอีกตั้ง 2000 บาท (เพิ่มเติมครับ อุปกรณ์ที่ติดตั้งระหว่าง NGV กับ LPG มันต่างกันมาก เพราะ NGV เป็นก๊าซแรงดันสูง อุปกรณ์จะแพงกว่า)"

ถ้าทุกคนได้ยินแบบนี้จะคิดยังงัยครับ อยากเอาไปแลกมั๊ยหละครับ? ถ้าผมไม่รู้เรื่องอะไร คงไปแน่นอนครับ เพราะราคาก๊าซทั้ง 2 ณ ตอนนี้ NGV ถูกกว่าอยู่ประมาณ 1 บาท (LPG 9 บาท/ลิตร, NGV 8 บาท/ลิตร) ก่อนทุกคนจะตอบคำถามกับตัวเอง อยากให้ทุกคนลองคิดตามเล่นๆนะครับ

ตอนนี้ ปตท ผลิต LPG ได้ราคาถูกมาก แต่ไม่ยอมขายในประเทศไทย แต่เอาไปขายกับประเทศเพื่อนบ้าน เช่น ลาว พม่า เพื่อที่บริษัทจะได้กำไรเยอะๆ (อันนี้ไม่ผิดครับ เพราะเค้าต้องทำกำไรให้ผู้ถือหุ้นอยู่แล้ว) และก็คอยปล่อยข่าวมาตลอดว่า LPG อันตราย (เพราะก๊าซไม่ลอยตัว พอรั่วจะระเบิดได้ อันนี้เป็เรื่องจริงครับ แต่มันต้องรั่วในปริมาณที่เยอะมากๆเหมือนอุบัติเหตุรถก๊าซที่ ถนนเพชรบุรีสมัยก่อนครับ) และก็ขู่อีกว่าจะขึ้นราคามาโดยตลอด แต่ที่มันขึ้นไม่ได้เพราะกลไกตลาดมันคือ ก๊าซหุงต้ม ถ้าขึ้นราคาชาวบ้านคงด่าตายครับ ตอนนี้เลยยังไม่กล้า อีกอย่าง ปตท พยายามขาย NGV มากเพราะว่า ทุกปั๊มของ ปตท จะเริ่มติดตั้งระบบเติม NGV แล้ว ถ้ามองไกลๆ ทุกคนอาจจะเห็น เพราะเมื่อไหร่ที่รถทุกคันเปลี่ยนไปใช้ NGV ซึ่งไม่ใช่ไม่ดี แต่จะมีแต่ ปตท ผู้เดียวเป็นผู้ผูกขาดและตั้งราคาก๊าซชนิดนี้ มันคงไม่ต่างอะไรจากน้ำมันในวันนี้ ที่มีคนบางคนที่ถือหุ้นในบริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ของไทย เป็นผู้กุมชะตาของพลังงานชาติ แถมด้วยการเรียกกำไรจากการขายเท่าไหร่ก็ได้ จึงไม่น่าแปลกใจ ที่ทุกวันนี้หลายคนต้องมีค่าใช้จ่ายในการเดินทางสูงมาก แบบนี้เค้าเรียกว่า เด็ดดอกไม้สะเทือนถึงดวงดาวเลยครับ เพราะทุกคนต้องจ่ายหมด ไม่ว่าจะเป็นคนที่ขับรถหรือขึ้นรถเมล์ ดูตอนนี้ที่รถเมล์ขึ้นราคาจาก 3.5 บาท มาเป็น 8 บาท สำหรับคนชอบของถูกและดี หรือได้มาฟรีๆ อาจจะตกเป็นเหยื่อของคนอื่นๆอย่างไม่รู้ตัว ก็ขอฝากข้อคิดเอาไว้ละกันนะครับ ไม่ได้เกลียด ปตท แต่ไม่อยากให้เกิดการผูกขาดทางตลาดขึ้น เพราะเชื่อว่าทุกวันนี้เราอยู่ในโลกทุนนิยม คงหนีไม่พ้น อำนาจของเงิน แต่เราควรจะช่วยกัน เพื่อไม่ให้เกิดการเอารัดเอาเปรียบครับ เครียดไปป่าวน้อ.....

2007/Jan/19

It's a time to say Good Bye...........................................

และแล้วมันก็มาถึงวันที่ผมตัดสินใจลาออกจากงานที่ทำอยู่ ตั้งแต่ทำงานที่นี่มาเกือบ 2 ปี ได้พบกับเพื่อนร่วมงานที่ดี บรรยากาศการทำงานที่ดี ส่วนตัวแล้วผมประทับใจและยินดีที่ได้มาทำงานที่นี่ แม้ว่าบางครั้งงานจะน่าเบื่อ ผมคิดว่าความน่าเบื่อของมันคงช่วยให้เราได้ฝึกความอดทน แต่ผมก็ยังคงรู้สึกว่าตัวเองไม่ได้พัฒนาอะไรเท่าที่ควรจะเป็น มันทำให้ตัวเราเองไม่ active และดูเฉื่อยชา อีกอย่างตัวบริษัทเองก็ไม่ได้มีเป้าหมายที่ชัดเจนนัก การก้าวไปข้างหน้าเป็นสิ่งที่ทำได้แต่อาจจะลำบาก มาไกลพอสมควรแล้วครับ และก็ถึงเวลาลาจากกันแล้ว หวังว่า young blood คงจะช่วยให้บริษัทเติบโตได้นะครับ

ความรู้สึกตอนนี้คืออยากไปไหนไกลๆ แบบว่าขับรถไปเที่ยวไกลๆอะไรประมาณนั้น อยากหนีออกจาสังคมที่วุ่นวายซักระยะ วันนี้มานั่งคิดว่า ทำไมเราต้องมานั่งทำงานด้วยฟะเนี่ย คิดไปคิดมาก็เข้าใจว่า เราต้องทำงานเพื่อจะได้ไม่เป็นภาระให้กับคนอื่นงัย แบบว่าเลี้ยงดูตัวเองได้ แต่ในใจก็คิดว่าอยากใช้ชีวิตท่องเที่ยวไปทั่วโลก สุดท้ายสรุปก็คือ เราทำงานกันเพื่อเงินนั่นเองนึกขึ้นได้ถึงประโยคบางประโยคที่เคยฟังจาก CD ของ Robert Kiyosaki มันโดนจริงๆครับ เค้าพูดขึ้นมาว่าYou have 2 choices....be a slave to the money or be a masterofit.มันก็จริงที่ว่าตัวเราเอง มาทำงานงกๆเพื่อหาเงินอยากกลับไปสนุกแบบเด็กๆอีกจัง.............

ไปเห็น trailer หนังเรื่อง Final Score 365 วัน มาด้วยครับ ฮาดี นึกถึงตอนนั้นตัวผมเองก็นั่งอ่านหนังสือกะเพื่อนๆจนหัวบานครับ จำได้ว่ากลับมาถึงที่บ้านก็อ่านหนังสือตั้งแต่ 2 ทุ่มจนถึงตี 3 แล้วก็ออกไปกินก๋วยจั๊บหน้าปากซอยทุกวันเลย เป็นเรื่องที่เวลาเรานึกถึงก็ยังรู้สึกสนุกกับมัน

ภาพข้างล่างก็คุ้นเคยครับสำหรับคนที่เคยไปเรียน Applied Physic

สรุปก็คือ เป็นวัยรุ่นมันเหนื่อย แต่เป็นผู้ใหญ่นี่มันวุ่นวายจัง.............ยังงัยก็คงต้องสู้ๆกันต่อไปครับ


edit @ 2007/01/22 12:12:08

2007/Jan/14

หลายวันผ่านมาไม่ได้มาอัพ blog ผมก็เลยโดน blog tag จากเพื่อนที่น่ารักเข้าให้ซะแล้ว ประเด็นก็คือ เค้าเข้ามาอ่าน blog ผมแล้วไม่เห็นมันอัพซะที ทีนี้หละได้อัพแน่ๆครับ

จริงๆไม่รู้ว่าจะเขียนอะไร เอาหละเป็นงัยเป็นกัน

1. "You are what you think" ประโยคนี้ผมจำมันได้อย่างแม่นยำ และได้ลองมาแล้วว่ามันเป็นอย่างนั้นจริงๆซะด้วยสิ อ่านเจอในหนังสือแนวพัฒนาตนเองอยู่เล่มนึงที่เค้าเขียนว่า ความคิดมีตัวตน คนจะเป็นอย่างที่เค้าคิด แปลมาก็คือว่า ถ้าคุณคิดว่าตัวคุณเป็นอะไร คุณก็จะเป็นเช่นนั้น นั่นเอง

2. "You can get it if you really want....but you must try....try and try and you succeed at last" ได้ยินเพลงนี้มันโดนใจมากๆตั้งแต่ตอนที่เรียนหนังสือมาจนถึงปัจจุบัน ก็คือ ถ้าคุณต้องการทำอะไรแล้ว และคุณพยายามกับมันอย่างจริงจัง คุณก็จะประสบความสำเร็จในที่สุด อันนี้ก็เคยลองมาหลายครั้งครับ แต่เป็นความเชื่อส่วนตัวนะครับ

3."เรียนวิดวะไมวะเนี่ย......ตู" เป็นคำถามที่ผมถามกับตัวเองมาโดยตลอด และมันก็เป็นคำถามที่ดูเหมือนคนที่ไม่มีจุดมุ่งหมายในชีวิตยังงัยก็ไม่รู้สิ เอาเหอะ ไหนๆก็เรียนมาจนจบแล้วจริงๆแล้วตัวเราเองก็ไม่ได้ถนัดวิชาคำนวนสักเท่าไหร่แต่ถนัดทางด้านภาษามากกว่า แต่มันก็เป็นการพิสูจน์ว่าความพยายามอยู่ที่ไหนความสำเร็จอยู่ที่นั่น............เรียนมาจนจบจนได้แหละ ทั้งๆที่ตอนแรกที่เรียนปี 1 ก็กะว่าจะเอ็นใหม่อยู่แล้วเชียว....

4. "จงเรียนให้ดี จะได้มีงานดีๆทำ" เอามาจากหนังสือของ Rich Dad - Robert Kiyosaki ครับ เป็นประโยคที่พ่อจนสอนเค้าอยู่ตลอดเวลาซึ่งตัว Robert เองก็ไม่เห็นด้วยกับประโยคที่ว่านี้ ..... ผมเองก็เช่นกัน เพราะว่าตอนนี้เริ่มทำงานมาได้เกือบ 2 ปีแล้วครับ ผมว่างานดีๆเนี่ยมันตีความหมายได้หลายอย่างอะนะ เช่น เงินเดือนสูง หรือ งานที่มีหน้ามีตาทางสังคม แต่ที่ผมทำมาเนี่ยยังไม่เคยเจองานดีๆที่เค้าบอกกันมาเลย......อีกอย่างผมคิดว่ามันตลกมากที่เราเอาทรัพยากรที่มีคุณค่าและหมดไป ซึ่งก็คือ เวลา ไปแลกกับทรัพยากรที่หมดไปแต่สามารถหาใหม่ได้ซึ่งก็คือ เงินหรือเรียกว่า Trade Time with Money นั่นเอง

5. "Financial Freedom" + "Peace of Mind"ทั้ง 2 อย่างนี้เนี่ยก็เป็นสิ่งที่ผมต้องการอย่างมาก"Financial Freedom" = "อิสระภาพทางการเงิน"หมายความว่าทำอย่างงัยที่วันนี้ ถึงแม้ว่าเราจะไม่ได้ทำงานแล้วแต่ยังมีเงินให้เราได้ใช้ตลอด ส่วน "Peace of Mind"="ความสงบสุขทางใจ" ผมคิดว่ามันคงจะดีมากที่เรามีความสงบสุขทางใจ ไม่ต้องแก่งแย่งและเอาเปรียบคนอื่นๆ ไม่ใช่ว่าผมไม่ชอบการแข่งขัน เพราะผมถือว่าการแข่งขันเป็นเรื่องที่ท้าทาย แต่การแก่งแย่ง เพื่อที่จะเอาผลประโยชน์จากคนอื่นนี่แหละที่ผมไม่ชอบผมเชื่อว่าทุกคนรู้จักประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นประเทศที่มีอิสรภาพอย่างมาก แต่คนส่วนใหญ่ของประเทศมากกว่า 90% ยังคงเป็นทาสยุคใหม่กับงานประจำที่พวกเค้าทำกันอยู่

ไม่รู้ว่าที่เขียนมามันดูจริงจังมากไปรึเปล่า แต่ก็อยากให้เพื่อนๆได้ลองคิดดู หวังว่ามันจะเป็นประโยชน์กับชีวิตของคุณเอง


edit @ 2007/01/19 14:32:50